บทที่ 6 จูบฉันสิม่านฝัน จูบเหมือนที่เธอจูบมัน
เสียงฝนกระหน่ำลงบนกระจกหน้าต่างรถ ราวกับพายุที่โหมกระหน่ำหัวใจของม่านฝันในยามนี้
‘ทำไม ทำไมนะ’
เธอนั่งเงียบอยู่เบาะหลัง โอบกอดราเชล ลูกสาวตัวน้อยในอ้อมแขนแน่น ดวงตาของเธอเหม่อมองไปยังทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่พร่ามัวด้วยสายฝน แต่ในหัวกลับเห็นภาพชัดเจนของอดีตที่ไม่เคยเลือนราง
‘ทำไมใจร้ายได้ขนาดนี้นะ ไม่สิเขาก็เป็นแบบนี้มาตั้งนาน เรานี่แหละเมื่อไหร่จะเลิกรักคนแบบนี้สักที’
ราเชลหลับตาพริ้ม ใบหน้าเล็กซุกอยู่กับอกแม่อย่างไร้เดียงสา เสียงลมหายใจของลูกที่สม่ำเสมอช่างดูสงบ ต่างจากความสั่นไหวที่ปั่นป่วนอยู่ภายในใจของม่านฝัน เธอกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น เหมือนหวังให้ความอบอุ่นจากลูกช่วยปกปิดความหนาวเหน็บในหัวใจตัวเอง
“รามสูร...”
แค่เพียงเอ่ยชื่อเขาในใจ รอยแผลลึกที่ซ่อนอยู่ก็พลันแสบร้อนขึ้นมาอีกครั้ง แม้เวลาจะผ่านไปเกือบสี่ปี แต่ความเจ็บปวดในวันนั้นกลับยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำ เหมือนบาดแผลที่ไม่มีวันสมานสนิท ชายหนุ่มที่ครั้งหนึ่งเธอเคยรักจนหมดหัวใจ... กลับกลายเป็นคนที่มองเธอราวกับเป็นสิ่งปฏิกูลในสายตา
‘ฉันก็จะเกลียดคุณให้ได้เหมือนกัน’
คำพูดของเขาในวันนั้นยังคงก้องอยู่ในหัว ราวกับมันถูกจารึกไว้ในจิตใจอย่างไม่มีวันลบเลือน
‘สุดท้ายเธอก็เป็นแค่ผู้หญิงขายตัวที่มีลูกติด…’
ลูกมึงไงไอ้ผัวเฮ็งซวย
ไม่สิ ให้ราเชลมีพ่อแบบนี้ยอมให้ลูกกำพร้าพ่อดีกว่า
ม่านฝันหลับตาลง พยายามกลั้นน้ำตาที่เอ่อคลอ เธอขยับมือเล็กน้อยก่อนกำแน่นจนรู้สึกถึงเล็บที่กดลงในฝ่ามือ ความเจ็บปวดเล็กน้อยนั้นกลับดูจิ๊บจ๊อย เมื่อเทียบกับบาดแผลที่อยู่ในหัวใจ
“ฝัน...”
เสียงของมาตราเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่เบาะหน้าดึงเธอออกจากภวังค์ มาตราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใย
“เธอโอเคไหม?”
ม่านฝันมองเขาผ่านกระจกมองหลัง ก่อนจะพึมพำเบา ๆ
“ฉันไม่เป็นไร”
มาตราขมวดคิ้วอย่างไม่ปักใจเชื่อ น้ำเสียงและท่าทางของเธอทำให้เขารู้ว่าเธอกำลังเก็บบางสิ่งบางอย่างไว้ในใจ
“เธอไม่เป็นไรแน่เหรอ? ฉันเห็นเธอเงียบไปตั้งแต่ขึ้นรถแล้ว”
เธอสูดลมหายใจเข้า ก่อนตอบกลับอย่างพยายามกลบเกลื่อน
“ฉันแค่... เหนื่อยนิดหน่อยนะ”
นิดหน่อยอะไรกันเล่าแค่เห็นหน้าชายปากหมาคนนั้นเธอแทบจะทรุดลงตรงหน้าเขา
มาตราจ้องมองเธอผ่านกระจกอย่างหนักใจ เขาถอนหายใจยาวอย่างอดไม่ได้ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังแต่ยังอ่อนโยน
“ถ้าเธอเหนื่อย เธอบอกฉันได้นะ ไม่ต้องแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียวก็ได้ ฉันยังอยู่ตรงนี้”
ม่านฝันพยักหน้าเบา ๆ เธอรู้ว่ามาตราเป็นห่วง แต่เธอก็ไม่อาจพูดอะไรออกมาได้ เธออยากจะบอกเขาเหลือเกินว่าเธอเหนื่อยแค่ไหน เหนื่อยจนบางครั้งก็อยากจะล้มลงตรงนี้ แต่เธอกลับเลือกที่จะเงียบ เพราะรู้ดีว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีคำพูดใดจะแก้ไขได้
สี่ปีที่แล้ว
ในค่ำคืนที่ทุกอย่างพังทลาย ชีวิตของรามสูรถูกเปลี่ยนไปตลอดกาล
รามสูรในวัย 25 ปี นั่งอยู่ในห้องพักแพทย์หลังจากจบการผ่าตัดที่ยากที่สุดในชีวิต มือทั้งสองข้างยังสั่นเล็กน้อย แม้ว่าเขาจะเป็นหมอผ่าตัดที่มีฝีมือ แต่ครั้งนี้... เขาทำพลาด และพลาดครั้งใหญ่
“คุณหมอราม... เราขอแสดงความเสียใจด้วยครับ...”
เสียงของอาจารย์แพทย์ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขายังคงชัดเจนในความทรงจำ ราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เสียงคำพูดนั้นเย็นชา แต่แฝงความจริงอันโหดร้าย
“คุณพลาดไปเพียงเสี้ยววินาที... แต่มันทำให้คนไข้ของคุณเสียชีวิตบนเตียงผ่าตัด”
รามสูรกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในผิวหนัง เขาไม่เคยเชื่อในเรื่องของโชคชะตา แต่ครั้งนี้มันกลับรู้สึกเหมือนเป็นการลงโทษจากฟ้า
ไม่นานหลังจากนั้น เสียงคำขู่ของไกรศักดิ์ก็ดังขึ้นมาแทน
“ไอ้เวร! มึงฆ่าพ่อกู!!!”
คำพูดนั้นไม่ได้มาจากแค่ความโกรธ แต่มันเต็มไปด้วยความอาฆาต ไกรศักดิ์คือคู่อริของเขา และเขาก็ไม่ลังเลที่จะประกาศว่า
“กูจะทำให้ชีวิตมึงพังยิ่งกว่าที่มึงทำกับพ่อกู!”
รามสูรไม่เคยกลัวคำขู่ของใคร แต่สิ่งที่เขาไม่รู้เลยในเวลานั้น คือไกรศักดิ์กำลังจะใช้ม่านฝัน ผู้หญิงที่เขารัก เป็นเครื่องมือในการทำลายชีวิตของเขา
คืนที่ทุกอย่างพังลง
ม่านฝันนั่งอยู่ในห้องของไกรศักดิ์ เธอนั่งนิ่งอยู่บนเตียง ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล ขณะที่ชายหนุ่มยืนจ้องมองเธอด้วยสายตาเย้ยหยัน
“เธอมาทำไม?”
ไกรศักดิ์ยิ้มเยาะ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความดูแคลน
“หรือว่า... เธออยากลองของใหม่ เบื่อไอ้เหี้ยรามแล้วอ่ะดิ?”
ม่านฝันเม้มปากแน่น น้ำเสียงที่เหยียดหยามนั้นทำให้หัวใจของเธอสั่นคลอน เธอกลั้นใจตอบออกมา
“คุณก็รู้ว่าฉันมาทำไม ขอร้องล่ะ อย่าเอาเรื่องคุณรามเลยนะคะ... มันเป็นอุบัติเหตุ เขาไม่ได้ตั้งใจให้พ่อคุณตายนะคะ”
ไกรศักดิ์หัวเราะเสียงเย็น
“เธอรักมันขนาดนั้นเลยเหรอ ถึงกล้ามาตามคำขู่ของฉันขนาดนี้?”
ม่านฝันเงียบ ใช่... เธอรักเขา
รักมาก แม้จะรู้ดีว่าความสัมพันธ์ของเธอกับเขาเป็นแค่ของปลอม
“ถ้าเธออยากให้ฉันปล่อยไอ้รามไป... ก็มานอนกับฉันสิ”
คำพูดนั้นทำให้เธอชะงัก ตัวของม่านฝันสั่นเทิ้ม ใบหน้าเธอซีดเผือด
“จูบฉันสิม่านฝัน จูบเหมือนที่เธอจูบมัน”
